วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

น้ําผลไม้เพื่อสุขภาพ


น้ําผลไม้เพื่อสุขภาพ คือ ของเหลวที่อยู่ในเนื้อเยื่อของผลไม้ตามธรรมชาติ น้ำผลไม้จะได้มาจากการนำผลไม้ไปคั้นหรือปั่นผลไม้เหล่านั้นโดยไม่ใช้ความร้อนหรือตัวทำละลาย ซึ่งน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่วางขายหลายยี่ห้อจะถูกกรองเอากากใยอาหารออก แต่น้ำผลไม้ที่มีเนื้อก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่นิยม โดยอาจขายในรูปแบบเข้มข้น ซึ่งจำเป็นต้องเติมน้ำเพื่อลดความเข้มข้นจนกระทั้งอยู่ในสถานะปกติ โดยน้ำผลไม้แบบเข้มข้นมักจะมีรสชาติที่ต่างจากน้ำผลไม้คั้นสดอย่างชัดเจน
 
 


น้ำแตงกวา 
น้ำแตงกวานั้นมีส่วนประกอบที่สำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ มากกว่ากว่าเพียงแค่การนำมันไปหั่นเป็นชิ้นบางๆ หรือปั่นให้เละเพื่อนำไปใช้ในพอกหน้าฟื้นฟูความเหนื่อยล้าของผิวเท่านั้น

1.รักษากระดูกให้แข็งแรง ในน้ำแตงกวาจะมีส่วนประกอบของวิตามินเค ซึ่งจะช่วยเสริมการพัฒนาของเนื้อเยื่อกระดูกให้แข็งแรง รักษาสุขภาพไตให้แข็งแรง และมีบทบาทสำคัญในการช่วยทำให้เลือดแข็งตัว

2.เพิ่มความต้านทานโรคมะเร็ง น้ำแตงกวาสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง มะเร็งในต่อมต่างๆ เป็นต้น น้ำแตงกวาจะช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งเหล่านั้นเกิดการขยายตัวมากขึ้นกว่าเดิม

3. ช่วยลดกรด น้ำแตงกวามีคุณสมบัติเป็นด่าง ซึ่งสามารถช่วยลดกรดที่เกิดขึ้นภายในเลือดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้อีกด้วย

4.บำรุงร่างกาย แตงกวามีปริมาณน้ำสูงถึงร้อยละ 95 ทำให้สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย กระตุ้นการย่อยอาหาร และยังมีคุณสมบัติช่วยในการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

5.ช่วยต่อสู้กับคอลเลสเตอรอลและโรคเบาหวาน น้ำแตงกวาสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกายให้น้อยลง และยังช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินซูลิน จึงสามารถช่วยทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถรักษาระดับเลือดเอาไว้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม
6.ลดอาการปวดข้อ แตงกวาอุดมไปด้วยสารซิลิก้า ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีความแข็งแกร่ง นอกจากนี้น้ำแตงกวายังอุดมไปด้วยวิตามิน A B1 B6 C และ D รวมไปถึง โฟเลตแมกนีเซียม โพแทสเซียม เมื่อนำน้ำแตงกวาไปผสมกับน้ำแครอท จะมีสรรพคุณในการช่วยบรรเทาอาการโรคเกาด์ และลดอาการปวกข้ออักเสบลง

7.สมานผิวไหม้จากแดด การดื่มน้ำแตงกวา ช่วยรักษาสมานผิวที่ไหม้จากแสงแดดที่ร้อนระอุในตอนกลางวันได้เป็นอย่างดี

8.เพิ่มภูมิคุ้มกัน ในแตงกวามีส่วนผสมของทองแดงที่ช่วยบำรุงการสื่อสารของระบบประสาท และยังช่วยในการพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมไปถึงการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

9.เสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูกและฟัน ถ้าหากคุณเป็นมังสวิรัติ น้ำแตงกวาสามารถเป็นตัวแทนของนมที่จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นให้กับกระดูกและฟันให้มากขึ้น

10.ช่วยส่งเสริมให้ผิวสวยอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามหลายคนแนะนำให้ดื่มน้ำแตงกวา เพื่อช่วยในการชำระล้างสิวออกจากผิว เนื่องจากแตงกวามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถช่วยลดอาการอักเสบของผิวและสิวให้น้อยลงได้

น้ำมะเขือเทศ
มะเขือเทศมีเบต้าแคโรทีนสูงมาก จึงช่วยบำรุงสายตา ต่อต้านมะเร็ง (โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก)
มีวิตามินซีสูง ที่่่ช่วยเสริมภูมิต้านทางให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส ทำให้ผิวไม่เหี่ยวย่น ช่วยในการย่อยอาหาร ฟอกเลือด ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ทำให้สดชื่น เป็นยาดับร้อนถอนพิษ แก้แผลร้อนในช่องปาก ทำให้เลือดเย็น นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี1 ซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญในต่อพัฒนาการทางสมอง และยังพบไลโคปีนที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ดี ในปัจจุบันพบว่ามะเขือเทศมีฤทธิ์ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และยังเป็นอาหารของผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิต และโรคตับอักเสบ เพราะการรับประทานเป็นประจำจะช่วยลดอาการของโรคดังกล่าวได้


น้ำแครอท
น้ำแครอทเป็นน้ำผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม รวมไปถึงแคโรทีนที่สามารุเปลี่ยนวิตามินเอภายในร่างกายและช่วยดูดซึมไปใช้ได้ทันที และน้ำแครอทยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยป้องกันและต่อต้านโรคมะเร็งได้

ขอบคุณข้อมูลจาก ฟรินน์ดอทคอมและkondoodee.com

ธรรมชาติบำบัด ด้วยน้ำผักและผลไม้

 


     การรักษาโดยไม่ใช้ยา หรือที่เรียกว่า “ธรรมชาติบำบัด” ในปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการดื่มน้ำผักผลไม้สดที่กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการธรรมชาติบำบัด ไม่ว่าจะเพื่อการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย โรคที่รักษายาก หรือโรคเรื้อรัง น้ำผักผลไม้สดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยทำให้มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอีกด้วย เนื่องจากน้ำผักผลไม้อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพ และช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ วิธีการทำน้ำผักผลไม้ คือ การทำให้น้ำและกากแยกออกจากกัน ซึ่งเราเรียกว่าการคั้น ประโยชน์ที่ได้จากการคั้นก็คือ กากในผกผลไม้ที่ย่อยไม่ได้จะถูกแยกออกไป เหลือเพียงแต่น้ำที่มีแต่สารอาหารล้วนๆ จึงมีความเข้มข้นกว่าการรับประทานสดด้วยวิธีปกติ เช่น เมื่อเรารับประทานแครอทแบบสดๆ ร่างกายของเราจะดูดซึมเบต้าแคโรทีนได้เพียง 1% ส่วนที่เหลืออีก 99% จะจับอยู่กับกากใย แต่ถ้าเป็นการคั้นน้ำแครอท กากใยเหล่านั้นจะถูกแยกออกไป คุณจึงได้รับเบต้าแคโรทีนเกือบ 100% คุณจึงมั่นใจได้ว่าการคั้นน้ำผักผลไม้ดื่มทุกวัน ร่างกายของคุณจะได้รับวิตามิน เกลือแร่ และเอนไซม์เต็มๆ

 
ประโยชน์น้ำผักผลไม้ น้ำผักผลไม้เป็นน้ำดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด การดื่มน้ำผักผลไม้เป็นประจำจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงมีอายุยืนยาว เพราะช่วยบำรุงสุขภาพและช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ผักผลไม้แต่ละชนิดล้วนมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งรวมไปถึงโรคมะเร็งต่างๆ ด้วย ช่วยป้องกันและชะลอความเสื่อมของอวัยภายในร่างกายต่างๆ การดื่มน้ำผักผลไม้สามารถช่วยพัฒนาสมอง เสริมสร้างความจำ และเป็นอาหารของสมองได้เป็นอย่างดี ช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้ เพราะผักผลไม้บางชนิดจะมีวิตามินเอสูง เช่น แครอท ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทอง มะละกอ มะม่วงสุก เป็นต้น ผักผลไม้บางชนิดยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรที่ช่วยบำบัดและรักษาโรคบางชนิดได้เป็นอย่างดี การดื่มน้ำผักผลไม้เป็นประจำจะช่วยทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสดใสได้ เพราะผักผลไม้หลายชนิดจะอุดมไปด้วยวิตามินซีและวิตามินอี ซึ่งเป็นอาหารผิวที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีและเรียบเนียน คำแนะนำในการดื่มน้ำผักผลไม้ น้ำผักผลไม้เป็นเพียงอาหารเสริมสำหรับผักผลไม้สดมากกว่าที่จะเป็นอาหารหลักแทนที่ผักผลไม้สดทั้งหมด เพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริโภค ควรดื่มน้ำผลไม้ไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน (ประมาณ 4-8 ออนซ์) และให้คั้นดื่มโดยไม่ต้องเพิ่มความหวานใดๆ อีก เนื่องจากในผลไม้จะมีน้ำตาลธรรมชาติอยู่แล้ว อีกทั้งยังให้แคลอรี่เพียง 60-80 แคลอรี่เท่านั้น น้ำผลไม้คั้นสดควรเป็นสิ่งแรกที่เข้าสู่ร่างกายในตอนเช้า เพราะน้ำผลไม้จะช่วยทำความสะอาดระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงการอุ่นเครื่อง ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้น เพราะร่างกายสามารถดูดซึมคุณค่าจากผลไม้สดได้ง่าย ดังนั้นควรดื่มก่อนกินมื้อเช้าประมาณ 10 นาที หรือหากดื่มหลังมื้ออาหารในแต่ละวัน โดยค่อยๆ จิบน้ำผลไม้และกลั้วไปรอบๆ ปาก เพื่อเพิ่มเอนไซม์ในอาหารช่วยทำให้กระเพาะอาหารย่อยได้ดีขึ้น การดื่มน้ำผลไม้คั้นสดเป็นประจำจะช่วยถนอมสุขภาพสมองให้แข็งแรง ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ ควรเลือกรับประทานน้ำผักผลไม้อย่างหลากหลาย หรือรับประทานให้ครบทั้ง 5 สี เนื่องจากผักผลไม้แต่ละสีแต่ละชนิดจะมีประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ก่อนนำผักหรือผลไม้มาคั้นเป็นน้ำ ควรนำมาล้างให้สะอาดเสียก่อน โดยส้ม ฝรั่ง แครอท องุ่น ผักคะน้า มีสารเคมีสูงอยู่ในระดับต้นๆ (ส่วนน้ำผลไม้อย่างส้มที่ผลิตในโรงงาน กระบวนการผลิตจะไม่มีการปอกเปลือก แต่จะคั้นกันทั้งเปลือก ทำให้สารเคมีเหล่านี้อาจตกค้างในน้ำผลไม้ที่เราดื่มได้ ส่วนน้ำส้มคั้นที่ขายสดๆ ก็ตามท้องตลาดก็ควรจะระวังด้วย เพราะนอกจากจะมีสารเคมีพวกยาฆ่าแมลงตกค้างที่เปลือกส้มแล้ว ตัวเครื่องที่ใช้คั้นเองก็เป็นตัวสะสมแบคทีเรียได้เป็นอย่าง เพราะเมืองไทยมีอากาศร้อน ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้เร็ว) อ่านบทความเรื่องการล้างผักได้ที่ 16 วิธีการล้างผักผลไม้ให้สะอาด ในการปั่นน้ำผักรับประทานเองในครัวเรือน มีคำแนะนำว่า ควรเลือกปั่นผักโดยใช้เครื่องปั่นในระดับความเร็วที่ไม่มากจนเกินไป เพราะการปั่นผักด้วยความเร็วสูงๆ จะทำให้เกิดการสูญสลายของแร่ธาตุและสารอาหารบางอย่างได้ ผักผลไม้บางชนิดอาจมีสารหรือแร่ธาตุบางชนิดในปริมาณมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดโทษกับผู้ป่วยเรื้อรังบางโรคได้ เช่น ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักผลไม้ที่มีกรดออกซาลิกสูง (Oxalic acid) เช่น ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำใบชะพลู และน้ำแครอท เป็นต้น น้ำผักผลไม้ที่ได้รับความนิยมสูงโดยมากจะมีส่วนผสมของมะเขือเทศและโซเดียมในปริมาณมาก ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการเลือกบริโภค อีกทั้งผักผลไม้บางชนิดจะมีน้ำตาลสูง จึงควรไตร่ตรองอย่างระมัดระวังก่อนจะบริโภค เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์ดอทคอม

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

กระเจี๊ยบ


กระเจี๊ยบ

กระเจี๊ยบมีถิ่นกำเนิดในทวีปอัฟริกา เดิมนั้นชาวท้องถิ่นปลูกกระเจี๊ยบเพื่อนำเมล็ดมาทำน้ำมันปรุงอาหาร ต่อมาจึงมีการบริโภค ยอดอ่อน ใบและกลีบเลี้ยง กลุ่มพันธุ์ที่ใช้เป็นผักนี้ถูกนำไปปลูกในทวีปอเมริกาและประเทศอินเดีย ราว 400 ปีที่ผ่านมา กระเจี๊ยบมีลักษณะต่างๆโดยเฉพาะดอกคล้ายชบา และฝ้าย จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับพืชทั้งสอง

ส่วนที่นำมาทำน้ำกระเจี๊ยบคือกลีบเลี้ยงและริ้วประดับอวบน้ำ ซึ่งเก็บเมื่อผลติดเมล็ดแล้ว หากนำกลีบเลี้ยงไปทำแห้ง แล้วนำมาชงกับน้ำร้อน ก็จะได้ชากระเจี๊ยบ ใบกระเจี๊ยบกินสดเป็นผัก สำหรับเมล็ดกระเจี๊ยบนั้นมีน้ำมันถึง 17-20% และมีคุณสมบัติคล้ายน้ำมันเมล็ดฝ้าย

กระเจี๊ยบเป็นไม้ล้มลุกอายุหนึ่งปี สูง 1-2 เมตร ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว ดอกเดี่ยว กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้

ในตำรายาไทยมีการใช้ใบและยอดอ่อนเพื่อแก้ไอ เมล็ดกระเจี๊ยบช่วยบำรุงธาตุและขับปัสสาวะ ผลการทดลองคลีนิกพบว่าน้ำกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ขับปัสสาวะดี

สีแดงในน้ำกระเจี๊ยบคือ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เช่นเดียวกับที่พบในบลูเบอร์รี่ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดมะเร็งและช่วยเสริมให้สุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านเชื้อโรคได้ดี เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้น กลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงยังมี เพคติน (Pectin) สูง จึงสามารถใช้ทำแยมได้

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

อัญชัน

อัญชัน


อัญชันเป็นชื่อ ของพันธุ์ไม้เถาชนิดหนึ่ง ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Clitoria ternatea Linn. อยู่ในวงศ์ Papilionaceae ซึ่งเป็นวงศ์ ของถั่วประเภท pea ทั้งหลาย เช่น ถั่วลันเตา (sweet pea) มี ลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อยมีมือสำหรับเกาะ (tendril) สามารถเลื้อย ไปตามต้นไม้ รั้ว หรือซุ้มต่างๆ ได้ดี ใบเป็นชนิดใบรวม บนก้านใบแต่ละก้านมีใบย่อย ระหว่าง ๕-๙ ใบ ดอกคล้ายดอกถั่วทั่วไป (เช่น ถั่วลันเตา ถั่วพู ถั่วฝักยาว) หากเป็นดอกชั้นเดียว กลีบใหญ่ มีลักษณะคล้ายเปลือกหอยเชลล์ (shell) แต่อัญชันต่างจากถั่วอื่นๆ ที่มีดอกซ้อนด้วย ดอกอัญชันซ้อน จะมีหลายกลีบ และดอกใหญ่กว่า ดอกชั้นเดียว 
ดอกอัญชันมี ๓ สี คือ สี ขาว สีน้ำเงิน และสีม่วง พันธุ์ดอก สีม่วงนั้นบางตำราว่าเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ดอกสีขาวกับพันธุ์ดอก สีน้ำเงิน ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่าถูกต้อง เพราะเคยเห็นอัญชันดอกขาวบางต้น มีกลีบสีขาวลายน้ำเงิน แสดงว่าเป็นพันธุ์ผสมระหว่างดอกขาวกับดอกน้ำเงิน แต่ข่มกันไม่ลงจึงแสดงออกมาทั้ง ๒ สี ไม่กลายเป็นสีม่วงอย่างที่บอกในบางตำรา 

อัญชันที่พบในประเทศไทย มีทั้งพันธุ์บ้านที่ผ่านการคัดเลือกให้ดอกใหญ่ ดก สีเข้ม เป็นต้น กับ พันธุ์ที่ขึ้นเองตามที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งเป็นพันธุ์ดอกชั้นเดียว ดอกเล็ก และสีไม่เข้ม คนไทยส่วนใหญ่ นิยมปลูกอัญชันดอกสีน้ำเงินเข้ม กลีบดอกซ้อน ดอกขนาดใหญ่และ ดก เพราะนอกจากสวยงามแล้ว ยังนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง อีกด้วย 

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ อัญชันนั้น บางตำราบอกว่าอยู่ที่ประเทศอินเดีย แต่บางตำราว่าอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ แล้วจึงแพร่มาถึงอินเดีย ส่วนประเทศไทยคงรับมาจากประเทศอินเดียอีกทีหนึ่ง และคงจะรับ มานานแล้ว เพราะพบในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ ของหมอปรัดเล พ.ศ.๒๔๑๖ กล่าวถึงอัญชันว่า"อัญชัน : เปนชื่อเครือเถาวัลอย่างหนึ่ง มันมีดอกเขียวบ้าง ขาวบ้าง ไม่มีกลิ่น" 

อัญชัน เป็นพืชล้มลุก ตามธรรมชาติจะงอกจากเมล็ดในฤดูฝน ออกดอกเป็นช่อ ช่อละ ๒-๔ ดอก เมื่อดอกผสมเกสรเกิดฝักแบนยาว ประมาณ ๕ เซนติเมตร มีเมล็ดอยู่เป็นข้อๆ ชอบขึ้นกลางแจ้งที่ได้ รับแดดเต็มที่ ปกติอัญชันจะเลื้อย ได้ยาวประมาณ ๗ เมตร เมื่อถึง ฤดูแล้งจะแห้งตายไป แต่หากมีน้ำ พอเพียงและดูแลอย่างเหมาะสม ก็สามารถปลูกและได้ดอกอัญชันตลอดปี 

อัญชัน มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษ ว่า Butterfly pea หรือ Shell creeper ในภาษาไทยเรียกว่า อัญชัน อัญชันบ้าน อังชัน อัญชันเขียว (ภาคกลาง) เอื้องจัน แดงจัน อังจัน (ภาคเหนือ) 

ประโยชน์ของอัญชัน 
แพทย์แผนไทยใช้อัญชันเป็นยารักษาโรคมาแต่โบราณ เช่น 
ราก : รสเย็นจืด บำรุงดวงตา ทำให้ตาสว่าง ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ปวดฟัน ทำ ให้ฟันทน 
น้ำคั้นจากใบสดและดอกสด : ใช้หยอดตา แก้ตาอักเสบ ฝ้าฟาง ตาแฉะ มืดมัว 
น้ำคั้นจากดอก : ใช้ทาคิ้ว ทาหัว เป็นยาปลูกผม (ขน) ทำให้ ผมดกดำเงางาม 
สี จากดอกอัญชัน ใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง นิยมใช้ดอกสีน้ำเงินซึ่งมีสาร Anthocyanin ใช้ ทำสีขนม เช่น ขนมดอกอัญชัน ขนมช่อม่วง ทำน้ำดื่มสมุนไพร ได้ น้ำสีม่วงสวย เพราะสีของดอกอัญชันละลายน้ำได้ รวมทั้งสีเปลี่ยน ไปตามความเป็นกรดด่าง คล้าย กระดาษลิตมัสที่ใช้ตรวจสอบความ เป็นกรดด่างของสารละลาย 
ดอกอัญชันกินเป็นผักได้ ทั้ง จิ้มน้ำพริกสดๆ หรือชุบแป้งทอด 

อัญชัน เป็นไม้เถาที่ปลูกง่าย แข็งแรง ทนทาน ขึ้นคลุมรั้วและ ซุ้มต่างๆ ได้ดี จึงนิยมปลูกเป็นไม้ ประดับตามสถานที่ต่างๆ นอกจาก นั้นอัญชันเป็นพืชตระกูลถั่ว จึงปลูก คลุมดินเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ได้ดี ลำต้นและใบสด ใช้เป็นอาหารของแพะ แกะ ได้ 

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

หญ้าฮี๋ยุ่มหรือหญ้ารีแพร์

หญ้าฮี๋ยุ่มหรือหญ้ารีแพร์



หญ้าฮี๋ยุ่ม สำหรับผู้หญิงที่ต้องการคืนความสาว และต้องการให้ช่องคลอดกระชับขึ้น เลยมีชื่อเรียกว่าหญ้ารีแพร์ ชื่อเรียกอื่นๆได้แก่ หญ้าเหนียวหมา หญ้าอีเหนียว ไผ่เหล็ก และหญ้าขนหมอยแม่ม่าย
ในไทยมักเรียกกันว่า หญ้าเซนโตทีก้า เพราะใช้ในแง่เป็นหญ้าอาหารสัตว์  เป็นพืชมีอายุหลายปี ลำต้นสูง 50 - 70 เซนติเมตร ใบมีขนาดกว้าง 1.5 - 2.5 เซนติเมตร ยาว 6.5 – 15.0 เซนติเมตร ตามลำต้น กาบใบ และตัวใบจะเห็นเส้นใบลายเป็นทางยาวชัดเจน ใบมีขน ขอบใบเรียบ บางครั้งเป็นคลื่นเล็กๆ ทั้งสองด้าน ลิ้นใบ เป็นแผ่นบางๆ สีน้ำตาล สูง 2 - 3 มิลลิเมตร ช่อดอกแบบ ยาว 15 - 43 เซนติเมตร ช่อดอกย่อย มี 2 - 3 ดอก ดอกมีสีเขียว ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร ก้านสั้นๆ ที่กาบดอกด้านล่างหรือ มีลักษณะคล้ายหนามแหลมเล็ก ๆ จะติดไปกับเสื้อผ้าขณะเดินผ่าน ทำให้แพร่กระจายได้ง่าย ขยายพันธุ์โดยเมล็ดหรือท่อนพันธุ์ สัตว์ชอบกินปานกลาง การเจริญหลังการตัดหรือหลังสัตว์แทะเล็มช้า แต่ทนร่มเงามาก

การนำหญ้ารีแพร์มาวิจัยต่อยอดถึงสรรพคุณทางยา โดยการวิเคราะห์ด้วยวิธี “แก๊สโครมาโทกราฟี” คือนำหญ้ามาเผาจนเกิดควัน แล้วตรวจสารเคมีของหญ้าที่ระเหยขึ้นมานั้นพบว่ามีสาร 2 ชนิดคือ
1.สารกลุ่มโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านสารอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง ผลคือช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ และ
2.สารไฟโตสเตอรอล มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดคอเลสเทอรอลได้ในระดับสัตว์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีสารกลุ่มอื่นอีก จะต้องตรวจวิเคราะห์ในเชิงลึกต่อไป ว่ามีสารที่มีประโยชน์มากกว่านี้หรือไม่ เช่น ซิลิกา ช่วยให้เนื้อเยื่อแข็งตัว มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดการอักเสบ ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น มักนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เป็นต้น แต่หากสูดดมสารตัวนี้มาก จะก่อให้เกิดโรคปอดจากหินฝุ่นได้ แต่หากการเผาไหม้หญ้ารีแพร์ก่อให้เกิดสารตัวนี้จริงก็ไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย รวมถึงการนำไปต้มดื่มก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายเช่นกัน

สรรพคุณ คนโบราณ ใช้หญ้าฮี๋ยุ่มในผู้หญิงหลังคลอดทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ช่วยกระชับช่องคลอด และรักษาแผลได้ด้วย ฆ่าเชื้อโรค และหญ้าชนิดนี้เป็นพืชตระกูลไผ่จึงมีซิลิกาซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูและสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ วิธีการที่ใช้คือ ขอนไม้ที่ผุหรือฟืน มาจุดไฟ แล้วเอาหญ้าหียุ่มทั้งห้า  สดหรือแห้งก็ได้ มากำใหญ่ วางบนขอนดอกที่ก่อไฟไว้ จะเกิดควันขึ้น จากนั้นผู้หญิงก็นุ่งผ้าซิ่นโดยถอดกางเกงในออก แล้วให้ไปยืนคร่อมขอนแล้วให้ถ่างผ้าถุงออกกว้าง ๆ ให้ควันของหญ้าฮียุ่มรมเข้าไปในผ้าถุงตรงบริเวณปากช่องคลอด จะทำให้คืนความกระชับ มดลูกเข้าอู่เร็ว ให้ทำวันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยรักษาแผลจากการคลอดลูกให้แห้งและหายเร็วขึ้น บีบมดลูกให้แห้ง ขับน้ำคาวปลา และทำให้สามีไม่ต้องรอนาน ในการที่อยากจะมีเพศสัมพันธ์หลังจากคลอดบุตร เพราะแผลหายเร็วช่องคลอดกระชับกลับมาดีเหมือนเดิม หญ้าฮี๋ยุ่ม คืนความสาวให้ทันใจ หญ้าสมุนไพร รู้ใจหญิงหลังคลอด.

ที่มา:http://www.abhaiherb.com/

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ใบบัวบก......อาหารสมอง


ใบบัวบก......อาหารสมอง

ใบบัวบกได้ถูกนำมาใช้บำบัดอาการที่เกี่ยวข้องกับสมองมาเป็นเวลานาน และให้ผลเป็นที่น่าเชื่อถือจนได้ชื่อเรียกว่า "อาหารสมอง" เพราะคนสมัยก่อนเชื่อว่าการรับประทานจะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองให้กับสมองและได้ผลดีทั้งในแง่ของการรักษาส่วนของสมองที่ถูกทำลายแล้วให้ดีขึ้น และยังป้องกันไม่ให้สมองที่ปกติอยู่ถูกทำลายหรือเสื่อมลง

นอกจากนี้ยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการลดความเคลียดจากกการทำงานหนัก ปรับปรุงระบบการรับส่งกระแสประสาท ปฏิกิริยารีเฟลกซ์ ( Refiex Reoction ) หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวเรา เพิ่มความสามารถในการทำงาน ทั้งในแง่ของกำลังกาย และกำลังสมอง ควบคุมระดับแรงดันโลหิตให้ปกติ ลดภาวะความเป็นหมัน ช่วยชะลอความแก่หรือช่วยป้องกันร่างกายด้วยการกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกายได้อีกด้วยครับ

นอกจากทำน้ำใบบัวบกแล้วนำมาทำยำกับหมูสับ กุ้งหนือไข่ต้มก้ออร่อยดีนะครับ....อาหารบำรุงสมอง เครดิตDr.C

ว่านรางจืด ราชาแห่งการถอนพิษ

ว่านรางจืด ราชาแห่งการถอนพิษ

ว่านรางจืด ถอนพิษ 
แก้พิษจากอาหาร – สุรา แก้ร้อนใน กระหายน้ำ พอกแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ความดันสูง ไม่เหมาะกับเบาหวาน และไม่ควรกินต่อเนื่อง อ่าน---สรรพคุณและประโยชน์ 20 ข้อ ของรางจืด

รางจืด หรือ ว่านรางจืด ภาษาอังกฤษ Laurel Clockvine, Blue Trumphet Vine ว่านรางจืด ชื่อวิทยาศาสตร์Thumbergia laurifolia Lindl. จัดอยู่ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกเช่น รางเย็น คาย (ยะลา), ดุเหว่า (ปัตตานี), ทิดพุด (นครศรีธรรมราช), ย่ำแย้ แอดแอ (เพชรบูรณ์), น้ำนอง (สระบุรี), จอลอดิเออ ซั้งกะ ปั้งกะล่ะ พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กำลังช้างเผือก ยาเขียว เครือเขาเขียว ขอบชะนาง (ภาคกลาง), ว่านรางจืด เป็นต้น

ลักษณะของรางจืด
• ต้นรางจืด เป็นไม้เลื้อยหรือไม้เถา ที่มีเนื้อแข็ง ลำต้นหรือเถานั้นจะกลมเป็นปล้อง มีสีเขียวสดหรือสีเขียวเข้มลำต้นไม่มีขนและไม่มีมือจับเหมือนกับตำลึง และมะระ แต่อาศัยลำต้นในการพันรัดขึ้นไป รางจืดเป็นพืชในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย จึงสามารถขึ้นได้ทั่วไปตามป่าดิบชื้นของประเทศไทยทั่วทุกภาค เจริญเติบโตได้เร็วมาก และขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เถาในการปักชำ
• ใบรางจืด เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบคล้ายรูปหัวใจหรือรูปใบขอบขนานหรือเป็นรูปไข่ โคนใบมนเว้า ปลายใบเรียวแหลม ใบกว้างประมาณ 4-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-14 เซนติเมตร มีเส้นอยู่ 3 เส้นออกจากโคนใบ
• ดอกรางจืด ลักษณะของดอกออกเป็นช่อห้อยลงมาตากซอกใบ ช่อละ 3-4 ดอก ดอกมีสีม่วงอมฟ้า มีใบประดับสีเขียวประแดง มีกลีบเลี้ยงรูปจาน ดอกเป็นรูปแตรสั้น โคนกลีบดอกมีสีเหลืองอ่อน โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เชื่อมติดกันเป็นหลอด และมักมีน้ำหวานบรรจุอยู่ภายในหลอด กลีบดอกมีปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 4 อัน
• ผลรางจืด ลักษณะเป็นฝักกลม ปลายเป็นจะงอย เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก

สมุนไพรรางจืด “ราชาแห่งการถอนพิษ” เป็นสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ให้เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปเลือกใช้เพื่อใช้แก้พิษต่างๆ เช่น พิษจากยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ สารตะกั่ว ฯลฯ ยิ่งเมื่ออยู่ในสถานที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล การจะนำส่งแพทย์เพื่อรับการรักษาอาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน จนอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แต่ถ้ามีต้นรางจืดปลูกอยู่แถวบ้าน เราก็สามารถใช้ใบรางจืดที่ไม่แก่หรืออ่อนมากเกินไป หรือใช้รากที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ในขนาดปริมาณเท่านิ้วชี้ มาใช้เพื่อรักษาบรรเทาอาการของพิษเฉพาะหน้าไปก่อน ก่อนที่จะนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยานั้นก็ได้แก่ ใบ ราก และเถาสด

ในปัจจุบันผู้คนได้รับสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 45% โดยสารพิษเหล่านี้ร่างกายต่างก็ไม่ต้องการ เพราะเมื่อเกิดการสะสมในร่างกายเข้าไปในปริมาณมากและต่อเนื่อง ก็อาจจะทำให้เป็นโรคต่างๆ ขึ้นมาได้ในอนาคต อย่างเช่น โรคมะเร็ง ซึ่งแน่นอนว่าอัตราการเกิดโรคของคนในยุคปัจจุบันนี้ก็ได้เพิ่มมากขึ้นทุกๆวัน ยิ่งเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองด้วยแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง ซึ่งสมุนไพรรางจืดนี้อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณในการช่วยขับสารพิษต่างๆออกจากร่างกาย เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ในอนาคตนั่นเอง

สรรพคุณของรางจืด
1. รากและเถาของรางจืด สามารถใช้รับประทานเป็นยาแก้ร้อนใน (ราก,เถา)

2. รางจืด สรรพคุณช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ราก,เถา)

3. สรรพคุณรางจืด ใบและรากของรางจืด สรรพคุณใช้เป็นปรุงเป็นยาถอนพิษไข้ได้ (ใบ,ราก)

4. ใบรางจืด สรรพคุณใช้เป็นยาพอกบาดแผล (ใบ,ราก)

5. สรรพคุณว่านรางจืด ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ใบ,ราก)

6. ว่านรางจืดสรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการผื่นแพ้ต่างๆ (ใบ,ราก)

7. ช่วยทำลายพิษจากยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ซึ่งจัดเป็นสารพิษที่ร้ายมากมากที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะในปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ก็สามารถทำให้คนเสียชีวิตได้เลย เพราะสารพิษชนิดนี้จะไปทำให้เกิดการสร้างออกซิเจนที่ไม่เสถียรขึ้นมา ซึ่งออกซิเจนเหล่านี้จะไปทำลายเยื้อหุ้มเซลล์และทำให้เซลล์ตาย โดยสารพิษพาราควอตนั้นจะอันตรายที่สุด เพราะจะไปทำให้เนื้อเยื่อในปอดถูกทำลายจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งจากรายงานของโรงพยาบาลศิริราชพบว่าผู้ที่ได้รับสารพิษพาราควอตจะเสียชีวิตทุกราย (อันตราการเสียชีวิตประมาณ 80%) ซึ่งแน่นอนว่ารางจืดสามารถช่วยลดอันตราการเสียชีวิตลงได้ แต่ต้องรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ ร่วมด้วย ส่วนงานศึกษาวิจัยของอาจารย์พาณี เตชะเสน และคณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าการใช้น้ำคั้นจากใบรางจืดป้อนให้หนูทดลองที่กินยาฆ่าแมลง “โฟลิดอล” พบว่ามันสามารถช่วยแก้พิษได้ โดยช่วยลดอัตราการตายลงเยอะมากจาก 56% เหลือเพียง 5% เท่านั้น และจากงานวิจัยของคุณสุชาสินี คงกระพันธ์ ที่ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดแห้งจากใบรางจืดป้อนให้หนูทดลองที่รับยาฆ่าแมลงในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต ที่มีชื่อว่า “มาราไธออน” พบว่ามันสามารถช่วยช่วยชีวิตหนูทดลองได้มากถึง 30% (ใบ,ราก)

8. ช่วยแก้พิษจากสัตว์ที่เป็นพิษและพืชที่เป็นพิษ เช่น แก้พิษจากแมงดาทะเล ปลาปักเป้า ซึ่งเป็นพิษที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้โดยง่ายหากได้รับในปริมาณมากๆ โดยสารพิษที่ว่านี้คือ เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีสารแก้พิษนี้โดยเฉพาะ การรักษาต้องรักษาแบบประคับประคองอาการ แต่การใช้รางจืดเพื่อรักษาพบว่าเมื่อผ่านไปประมาณ 40 นาทีผู้ป่วยกลับมีอาการดีขึ้นจนน่าประหลาดใจ (ใบ,ราก)

9. รางจืดช่วยต่อต้านพิษจากสารตะกั่วต่อสมอง ซึ่งสารตะกั่วนี้ก็มาจากมลพิษจากเครื่องยนต์ และแน่นอนว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองจะมีโอกาสได้รับสารตะกั่วสูงกว่าคนทั่วไป โดยพิษจากสารตะกั่วนี้ก็มีผลต่อระบบภายในร่างกายหลายระบบด้วยกัน แต่ที่สำคัญเลยก็คือระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ มีงานวิจัยระบุออกมาว่ารางจืดแม้มันจะไม่ได้ช่วยลดระดับของสารตะกั่วในเลือดในหนูทดลอง แต่มันก็สามารถช่วยลดพิษของสารตะกั่วต่อระบบความจำและการเรียนรู้ในหนูทดลองได้ สรุปก็คือมันทำให้เซลล์ประสาทตายน้อยลงนั่นเอง (ใบ,ราก)

10. ช่วยถอนพิษจากยาเบื่อชนิดต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม (เช่น พิษจากผลไม้ที่ติดอยู่ฝักที่รับประทาน เป็นต้น) รวมไปถึงพิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง ซึ่งจากการทดลองของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าถ้าหากใช้ผงจากรากรางจืดผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อนให้หนูทดลอง พบว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร แสดงให้เห็นว่าผงจากรากรางจืดสามารถช่วยดูดซับสารพิษชนิดนี้ไว้ได้ (ใบ,ราก)

11. รางจืด สรรพคุณช่วยในการลดเลิกยาบ้า ซึ่งงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายๆกับฤทธิ์ของสารเสพติดอย่างแอมเฟตามีนและโคเคน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งออกมามากในขณะที่ผู้ป่วยใช้สารแอมเฟตามีน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดจากรางจืดนั้นเกิดความพึงพอใจ เช่นเดียวกับการใช้สารเสพติด และหากนำไปใช้ในการรักษากับผู้ป่วยก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุรนทุรายมากนัก ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยลดและเลิกการใช้เสพติดได้ (ใบ,ราก)

12. รางจืด แก้เมา สรรพคุณช่วยแก้อาการเมาค้าง แก้พิษจากแอลกอฮอล์ พิษจากการดื่มเหล้าในปริมาณมากเกินไป โดยคณะเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของรางจืดในการต่อต้านพิษจากแอลกอฮอล์ต่อตับ และพบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดนั้นสามารถช่วยป้องกันการตายของเซลล์ตับซึ่งเกิดจากพิษของแอลกอฮอล์และช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ได้มีการศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า และพบว่าสารสกัดจากรางจืดช่วยทำให้ลดภาวะซึมเศร้า ทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับเคลื่อนไหวในหนูทดลองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และยังช่วยลดการถูกลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องจากการเหล้าได้ แต่ไม่มีผลต่อการช่วยลดความวิตกกังวล (ใบ,ราก)

13. รางจืด เบาหวาน รางจืดช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมเบาหวานและความดันได้ จากงานศึกษาวิจัยของหมอชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้ทำการทดลองในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำต้มจากใบรางจืด ได้ผลว่ามันสามารถช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือดและยังช่วยทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ และพบว่าสารสกัดจากน้ำของใบรางจืดนั้นมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูลดลง และช่วยทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว (การใช้สมุนไพรรางจืดในการรักษาโรคเบาหวานและความดันนั้น ควรรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและมีการวัดระดับน้ำตาลและระดับความดันอย่างใกล้ชิด เพราะการศึกษาวิจัยดังกล่าวนั้นอยู่ในขั้นตอนการทดลองกับสัตว์เท่านั้น รวมไปถึงต้องระวงการเกิดการเสริมฤทธิ์กันเองของตัวยาดังกล่าวด้วย)

14. รางจืดมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง โดยสารใดๆ ก็ตามที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ศักยภาพสูงมันสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่สำหรับข้อดีของรางจืดนั้นมันมีฤทธิ์ในการต้านไม่ให้สารชนิดดังกล่าวออกฤทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากกวาวเครือ ที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการแบ่งตัวและสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงทำให้เม็ดเลือดแดงมีก้อนใหญ่ขึ้น

15. สารสกัดน้ำจากใบรางจืดมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
16. ช่วยต่อต้านและแก้อาการอักเสบต่างๆ เช่น อาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย เริม งูสวัด อีสุกอีใส โดยจากการศึกษาพบว่ารางจืดนั้นมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบสูงกว่ามังคุด ถึง 2 เท่า ! และยังมีความปลอดภัยสูงกว่าอีกด้วย นอกจากนี้สารสกัดจากรางจืดในรูปแบบชนิดครีมก็สามารถช่วยลดอาการอักเสบได้ดีเทียบเท่ากับครีมสเตียรอยด์ (ใบ,ราก)

ประโยชน์ของรางจืด
1. สมุนไพรรางจืด สมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงมากชนิดหนึ่ง ซึ่งเราสามารถกินยอดอ่อน ดอกอ่อนเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวกกิน แกงกิน ก็ทำได้เหมือนกับผักพื้นบ้านทั่วๆไป นอกจากนี้ยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บ้านแล้วได้อีกด้วย โดนไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่อย่างไรก็ตาม การกินรางจืดในปริมาณติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง อาจจะต้องคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลหิตวิทยาหรือเคมีคลินิกที่อาจเกิดขึ้นไปด้วย

2. ชารางจืด ใบรางจืดสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ ส่วนรสชาติที่ได้ก็ดีไม่แพ้กับใบชาเลยที่เดียว แถมยังมีกลิ่นหอมอีก และยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย

3. ในปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรรางจืดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลรางจืด หรือ รางจืดแคปซูล เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการใช้ประโยชน์

4. การปลูกรางจืดนอกจากจะใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพรแล้ว ก็ยังนิยมปลูกไว้เพื่อชมดอก แล้วก็ยังสามารถช่วยบังแสงแดดทำให้เกิดร่มเงาได้อีกด้วย (แต่อย่าลืมว่ารางจืดเป็นไม้เลื้อย เลื้อยแหลก เลื้อยจนรก เลื้อยแบบไร้การควบคุม)

คำแนะนำ
• รางจืดวิธีใช้ประโยชน์จากใบสดรางจืดในการรักษาพิษ หากใช้สำหรับคนให้ใช้ประมาณ 10-12 ใบ (แต่ถ้าใช้สำหรับวัวควายให้ใช้ 20-30 ใบ) เมื่อได้ใบสดให้นำมาตำจนละเอียดผสมกับย้ำซาวข้าวประมาณครึ่งแก้ว ว่านรางจืดวิธีรับประทานก็ง่ายๆ เพียงนำมาคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และอาจจะต้องดื่มซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงถัดมา

• การใช้ประโยชน์จากรากรางจืดในการรักษาพิษ หากใช้สำหรับคนให้ใช้ประมาณ 1-2 องคุลี (แต่ถ้าหากใช้กับวัวควายให้ใช้ประมาณ 2-4 องคุลี) เมื่อได้รากมาแล้วให้นำมาฝนหรือนำมาตำเข้ากับน้ำซาวข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และอาจจะต้องใช้ซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับการใช้ใบรางจืด

• สำหรับการใช้รางจืดเพื่อถอนพิษยาฆ่าแมลง สำหรับผู้ป่วยที่ดื่มยาฆ่าแมลง ใช้ถอนยาพิษ ยาเบื่อ และพิษจากสตริกนินนั้น ต้องใช้ยารางจืดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะได้ผลดี เพราะถ้ายาซึมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากหรือทิ้งไว้ข้ามคืนรางจืดก็จะได้ผลน้อยลงนั่นเอง

• รากของรางจืดนั้นจะมีสรรพคุณทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า ! หากเป็นไปได้การเลือกใช้รากถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

• รางจืดที่จะมีประสิทธิภาพดีที่สุด ก็คือรางจืดชนิดเถาดอกสีม่วง

• ที่สำคัญดินที่นำมาใช้ในการปลูกรางจืด หากผสมด้วยขี้เถ้าแกลบหรือผงถ่านป่น ก็จะช่วยทำให้ต้นรางจืดนั้นมีสรรพคุณทางยาที่มากขึ้นไปอีก

• ข้อควรระวังในการใช้รางจืดก็คือ การใช้รางจืดมันร่วมกับตัวยาชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่องก็ควรจะระวังไว้ด้วย เพราะรางจืดอาจจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายได้นั่นเอง

• แม้ว่ารางจืดจะสามารถช่วยล้างสารพิษได้จริง แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลในการวิจัยหรือเอกสารใดที่บ่งชี้ได้ว่า หากเราใช้ไปนานๆติดต่อกัน หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปจะเกิดผลอย่างไรบ้าง ซึ่งจุดนี้นักวิชาการทางด้านนี้จึงไม่แนะนำที่จะให้รับประทานอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นคุณควรใช้เป็นครั้งคราวในยามที่จำเป็นหรือเมื่อต้องการที่จะรักษาโรค เมื่อได้ผลหรือหายดีแล้วก็ควรจะหยุดใช้ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เรายังไม่รู้และอาจจะเกิดขึ้นได้ และไม่เฉพาะแต่สมุนไพรรางจืดเท่านั้น สมุนไพรชนิดอื่นก็ด้วย เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายแล้วยังไงก็ต้องผ่านกระบวนการทำงานของตับและไต ดังนั้นหากคุณใช้สมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานานก็ควรจะตรวจสุขภาพของตับและไตด้วย

• สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การใช้ก็ควรจะระมัดระวังด้วยเพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

• รางจืดผลข้างเคียง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด เมื่อเกิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยน้อยแค่ไหน ถ้าหากมีอาการแพ้ไม่มากก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง

• แม้ว่ารางจืดจะมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายในการช่วยขับล้างสารพิษ แต่การนำมาใช้หรือนำมารับประทานก็ควรใช้อย่างพอดีและสมเหตุสมผล หากพิจารณาดูตัวเองหรือได้รับการวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญว่าร่างกายมีสารพิษมากเกินไป คุณก็สามารถรับประทานได้ แต่ก็ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมถูกต้องและถูกเวลา